วันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

สำนักการศึกษาเฟ้นหา 12 ตัวแทนยุวทูตแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมสู่เมืองยาชิโยรุ่นที่ 30 รอบที่ 2

สำนักการศึกษา จัดโครงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างกรุงเทพมหานครและเมืองยาชิโย รุ่นที่ 30 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ให้กับนักเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ส่งเสริมให้นักเรียนพัฒนาศักยภาพด้านการใช้ภาษา ศิลปวัฒนธรรมขนบธรรมเนียม ประเพณี และเพื่อส่งเสริมการเผยแพร่และแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมระหว่างกรุงเทพมหานคร




และเมืองยาชิโย ประเทศญี่ปุ่น โดยพัฒนา ศักยภาพและคัดเลือกผู้แทนนักเรียนเป็นยุวทูตกรุงเทพมหานครรุ่นที่ 30 จำนวน 12 คน คุณสมบัติของผู้สมัครเข้าร่วมโครงการ ประกอบด้วย เป็นนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-5 ในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร มีผลการเรียนในปีการศึกษา 2564 คะแนนเฉลี่ย ไม่ต่ำกว่า 3.00 มีความประพฤติดี มีมนุษยสัมพันธ์ มีความมั่นใจในตนเอง กล้าแสดงออก




มีความคิดสร้างสรรค์ คิดแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างเหมาะสม สื่อสารและอยู่ร่วม สุขภาพแข็งแรงทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ ไม่มีโรคประจำตัวที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าร่วมโครงการ มีทัศนคติเชิงบวกต่อวัฒนธรรมไทย มีความประพฤติที่ดี อดทนต่อแรงกดดันได้ดี มีความสามารถพิเศษตามที่ตนเองถนัด สื่อสารภาษาอังกฤษได้ในระดับดีและหากสื่อสารภาษาญี่ปุ่นได้จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ




โดยในวันที่​ 15-17​ กุมภาพันธ์​ 2566 เป็นการจัดขึ้นในรอบที่​ 2 ณ​ โรงเเรม​รอยัลเบญจา​ เขตวัฒนา​ (เเบบพักค้าง) เพื่อเฟ้นหาผู้เเทนยุวทูตจำนวน​ 12​ คน​ โดยกิจกรรมที่​ 1 พัฒนาศักยภาพ​เเละคัดเลือกผู้เเทนนักเรียนเพื่อเป็นยุวทูตกรุงเทพ​มหานคร​ กิจกรรมถูกสรรค์สร้างขึ้น เช่น การสัมภาษณ์ การเเสดงความสามารถตามความถนัด การทำกิจกรรมเเละอยู่ร่วมกันกับเพื่อนๆที่มีจุดหมายปลายทางเดียวกัน​ 






เพื่อ​เดินทางไปเเลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างกรุงเทพ​มหานครเเละเมืองยาชิโย ครั้งนี้​มีนักเรียนที่ผ่านเข้ารอบเข้ามาร่วมกิจกรรม​ จำนวน​ 80​ คน​ ทีมกลุ่มงานนโยบายเเละประสานความร่วมมือ​ สำนักงานยุทธศาสตร์​การศึกษา​ วาดหวังว่านักเรียนจะมีความสุขกับโครงการที่เราตั้งใจจัดขึ้นเพื่อพวกเค้าทุกคน ทั้งนี้ ผลการตัดเลือกสามารถติดตามได้ทาง https://webportal.bangkok.go.th/bangkokeducation 

วันอังคารที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2565

สมาพันธ์สื่อมวลชนช่วยเหลือสังคม ลงพื้นที่แจกสิ่งของบรรเทาทุกข์ให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ในชุมชนประชาอุทิศ 54

สมาพันธ์สื่อมวลชนช่วยเหลือสังคม ลงพื้นที่แจกสิ่งของบรรเทาทุกข์ให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ในชุมชนประชาอุทิศ 54 เพื่อบรรเทาความเดือนร้อนให้แก่พี่น้องประชาชน สมาพันธ์สื่อมวลชนช่วยเหลือสังคม ได้สำรวจพบว่าชุมชนแห่งนี้ ยังไม่เคยได้รับของบริจาคใดๆ โดยเฉพาะช่วงวิกฤต COVID-19 ที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นชุมชนตกสำรวจ ทำให้ชาวบ้านกว่า 30 ครัวเรือน 250 ชีวิต 






ต้องอยู่กันอย่างยากลำบาก เพราะหลายคนตกงาน ไม่มีเงินทองซื้ออาหารการกิน การลงพื้นที่ให้การช่วยเหลือชาวบ้านในครั้งนี้ สมาพันธ์สื่อมวลชนช่วยเหลือสังคมได้นำข้าวกล่อง จำนวน 200 กล่อง พร้อมด้วยหน้ากากอนามัย เครื่องอุปโภค บริโภคและสิ่งของที่จำเป็น มอบให้กับชาวบ้าน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น พร้อมกันนี้ได้มอบเงินให้กับครอบครัวที่มีผู้ป่วยติดเตียงและเด็กพิการไว้ใช้ดูแลผู้ป่วย และจะประสานหน่วยงานที่รับผิดชอบให้การช่วยเหลือตามขั้นตอนต่อไป



สมาพันธ์สื่อมวลชนช่วยเหลือสังคม ลงพื้นที่แจกหน้ากากอนามัยให้กับชุมชนศาลเจ้าตากสิน 4

สมาพันธ์สื่อมวลชนช่วยเหลือสังคม ลงพื้นที่แจกหน้ากากอนามัยให้กับชุมชนศาลเจ้าตากสิน 4 แขวงบางยี่เรือ เขคธนบุรี ซึ่งเป็นชุมชนแออัดและตกสำรวจ มีประชากรชายจำนวน 2,013 คน และประชากรหญิงจำนวน 2,294 คน รวมเป็น 4,307 คน​ จำนวนครัวเรือนทั้งหมด 987 ครัวเรือน บ้านจำนวน 800 หลัง ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพรับจ้างเป็นผู้มีรายได้รายน้อยและเป็นกลุ่มเปราะบาง 






ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 สมาพันธ์สื่อมวลชนช่วยเหลือสังคม ได้สำรวจจำนวนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโคลิด-19 ซึ่งมี่เป็นจำนวนมาก และได้ประสานไปยังกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อทำการความช่วยเหลือเบื่องต้นต่อไป

วันพุธที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

พม.ตามรอยพระยุคลบาทการพัฒนาสังคม วันเฉลิมพระชนพรรษา 28 ก.ค.

วันที่ 27 กรกฎาคม ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) สะพานขาว กรุงเทพฯ นางพัชรี อาระยะกุล ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) กล่าวในการเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการเทิดไท้องค์ราชัน เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2565 



พร้อมทั้งแสดงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรชาวไทย พร้อมทั้งมอบความช่วยเหลือเป็นทุนและอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้กลุ่มเปราะบาง และปล่อยขบวนรถคาราวานลงพื้นที่ทำกิจกรรมจิตอาสาในพื้นที่ กทม. โดยมี นายอนุกูล ปีดแก้ว อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ และคณะผู้บริหาร พม.เข้าร่วม ว่า




พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชปณิธาน สืบสาน รักษา ต่อยอด และเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขแก่อาณาประชาราษฎร์ ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการโดยมิได้ย่อท้อ และทรงดูแลช่วยเหลือประชาชนชาวไทย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง 




มาโดยตลอด ทั้งนี้ ด้วยพระบารมีและพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พม.ในฐานะหน่วยงานภาครัฐที่มีภารกิจสำคัญในการดูแลช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ทั้งเด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาสทางสังคม จึงได้จัดงานเทิดไท้องค์ราชัน เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2565




โดยมีกิจกรรมถวายเป็นพระราชกุศล ประกอบด้วย พิธีทำบุญตักบาตรและลงนามถวายพระพร, พิธีเปิดกรวยกระทงดอกไม้ ธูปเทียนแพร และถวายราชสักการะเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, กิจกรรมมอบทุนและอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้กลุ่มเปราะบาง,พิธีมอบเกียรติบัตรผู้สนับสนุนการดำเนินงานอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.),




กิจกรรมปล่อยขบวนรถคาราวานลงพื้นที่ทำกิจกรรมจิตอาสาช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางในชุมชนพื้นที่ กทม., โครงการเฉลิมพระเกียรติฯ“Giving Light มอบแว่นตา มอบแสงสว่างแห่งชีวิต” โดยกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) ร่วมกับห้างแว่นท็อปเจริญ ให้บริการตรวจวัดสายตาและประกอบแว่นฟรีแก่กลุ่มเปราะบาง, การจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติเผยแพร่พระราชประวัติ




และพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การแสดงโขน ตอน “หนุมานจิตอาสา สร้างทางข้ามทะเล” โดยกลุ่มจิตอาสา อพม. กทม. และเครือข่ายภาคี มูลนิธิเส้นด้าย,สมาพันธ์สื่อมวลชนช่วยเหลือสังคม,กลุ่ม OK บางแค ร่วมตรวจคัดกรองโควิด-19

วันพุธที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2565

พม. เปิดศูนย์ช่วยเหลือสังคมชุมชนแห่งแรกใน กทม. พร้อมดูแลกลุ่มเปราะบางครบทุกมิติทั้งการเข้าถึงสิทธิของรัฐ

นางพัชรี อาระยะกุล ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) เป็นประธานเปิดศูนย์ช่วยเหลือสังคมชุมชนร่วมเกื้อ เขตทวีวัฒนา กทม. ซึ่งเป็นศูนย์ช่วยเหลือสังคมชุมชนแห่งแรกในพื้นที่กรุงเทพมหานคร พร้อมทั้งมอบประกาศนียบัตรให้อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) เขตทวีวัฒนา จํานวน 58 คน 

มอบเงินสงเคราะห์จากกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการและกรมกิจการผู้สูงอายุ รวมจํานวน 15 ราย นอกจากนี้ ยังได้มอบถุงยังชีพให้กลุ่มเปราะบาง จํานวน 300 ราย ณ ที่ทำการชุมชนหมู่บ้านร่วมเกื้อ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ

นางพัชรี กล่าวว่า ศูนย์ช่วยเหลือสังคมชุมชนหมู่บ้านร่วมเกื้อ เขตทวีวัฒนา เป็นศูนย์ต้นแบบนําร่องในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นจุดบริการจัดสวัสดิการสังคมที่เหมาะสมและช่วยเหลือประชาชนทุกช่วงวัยและกลุ่มเปราะบาง อาทิ เด็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ คนเร่ร่อน ไร้บ้าน ผู้ป่วยติดเตียง พ่อ-แม่เลี้ยงเดี่ยว และผู้ด้อยโอกาส ที่ประสบปัญหาความเดือดร้อนทางสังคมและสถานการณ์โควิด - 19 



โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาคีเครือข่ายในพื้นที่ กับทุกส่วนราชการสังกัดกระทรวง พม. ในรูปแบบของการให้บริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ทั้งนี้ ชุมชนหมู่บ้านร่วมเกื้อ เป็นชุมชนประเภทบ้านจัดสรรตั้งอยู่บนเนื้อที่ 108 ไร่ มีบ้าน 449 หลังคาเรือน มีประชากร 1,124 คน โดยมีกลุ่มเปราะเบาง อาทิ เด็ก 102 คน เยาวชน 74 คน ผู้สูงอายุ 386 คน และคนพิการ 11 คน อีกทั้งยังได้มีการจัดตั้งชมรมผู้สูงอายุร่วมเกื้อ ชมรมเพื่อนช่วยเพื่อน ชุมชนหมู่บ้านร่วมเกื้อ (เพื่อคนพิการ) 


กองทุนสวัสดิการชุมชนเขตทวีวัฒนา และกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ร่วมเกื้อ นางพัชรี กล่าวต่อไปว่า การเปิดศูนย์แห่งนี้ได้รับความร่วมมือจากสำนักงานเขตทวีวัฒนา กทม. ตลอดจนภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนรวมทั้ง อพม. ในพื้นที่ อีกทั้งได้ร่วมกันบูรณาการจัดกิจกรรมต่างๆ อาทิ การออกบัตรประจำตัวคนพิการด้วยแอปพลิเคชันซึ่งสามารถรับบัตรได้ทันที การให้ความรู้ในเรื่องโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด ศูนย์ช่วยเหลือสังคม สายด่วน พม. โทร. 1300 


 การกู้ยืมเงินทุนประกอบอาชีพสำหรับผู้สูงอายุ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และ Gold แอปพลิเคชัน เพื่อคนไทยใส่ใจผู้สูงอายุ เป็นต้น สำหรับศูนย์แห่งนี้มีคณะกรรมการศูนย์ฯ คอยกำกับดูแล และดำเนินงานใน 5 มิติ ได้แก่ 1) มิติด้านการเข้าถึงสิทธิเบื้องต้นที่ควรได้รับจากภาครัฐ 2) มิติด้านที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะการปรับปรุงสภาพที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมต่อการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุและคนพิการ 


รวมทั้งบ้านเช่าสำหรับผู้มีรายได้น้อย 3) มิติด้านสุขภาพ โดยช่วยประสานโรงพยาบาลใกล้เคียงเข้ามาบริการผู้ป่วยที่ไม่ได้เข้าถึงสิทธิ 4) มิติด้านการศึกษาของเด็กในครอบครัว และ 5) มิติด้านอาชีพและรายได้ ทั้งนี้ เราจะใช้สมุดพกครอบครัวในการจัดเก็บข้อมูลประจำครอบครัว เพื่อติดตามการดูแลและวางแผนการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง



นางพัชรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ศูนย์ช่วยเหลือสังคมชุมชนหมู่บ้านร่วมเกื้อ เป็นศูนย์ช่วยเหลือสังคมในส่วนของ กทม. มีจุดประสงค์เหมือนกันกับ ศูนย์ช่วยเหลือสังคมในส่วนของภูมิภาค แต่จะแตกต่างกัน คือ ในส่วนของภูมิภาคจะมีผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นคอยกำกับดูแลศูนย์ฯ 


จึงทำให้สามารถติดต่อประสานงานช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว แต่ในส่วนของ กทม. ศูนย์ฯ จะมีประธานชุมชนเป็นผู้รับปัญหาและประสานส่งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะต้องมีการติดตามผลการดำเนินงานแล้วประเมินว่าจะพัฒนาให้ศูนย์ฯ ทั้งในส่วนของ กทม. และภูมิภาค ดำเนินงานไปในทิศทางเดียวกันต่อไป


สำนักการศึกษาเฟ้นหา 12 ตัวแทนยุวทูตแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมสู่เมืองยาชิโยรุ่นที่ 30 รอบที่ 2

สำนักการศึกษา จัดโครงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างกรุงเทพมหานครและเมืองยาชิโย รุ่นที่ 30 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอัน...